อื่น ๆ

ผลการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

Submitted by info on 08 ก.ค. 2010

วันนี้ เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ1 ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2553 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผลการประชุมสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

ที่ประชุมเห็นชอบแผนปฏิบัติการเพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดระยอง พ.ศ. 2553-2556 (ฉบับทบทวน) โดยให้จังหวัดระยองประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำรายละเอียดโครงการให้มี ความชัดเจน และดำเนินการให้เป็นไปตามกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณ ต่อไป พร้อมมอบหมายให้คณะอนุกรรมการกำกับการดูแลการแก้ไขปัญหามลพิษในเขตควบคุม มลพิษจังหวัดระยองและพื้นที่ใกล้เคียง ดำเนินการและติดตามการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ เพื่อลดและขจัดมลพิษในเขตควบคุมมลพิษ จังหวัดระยอง พ.ศ. 2553-2556 และรายงานต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ต่อไป

กรีนพีชแถลงประนามอินโดฯกักตัวนักกิจกรรม

Submitted by info on 07 ก.ค. 2010

แถลงการณ์กรีนพีซกรณีการกักตัวนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมอย่างไร้ความเป็น ธรรม ที่เมืองเชอริบอน ชวาตะวันตก ประเทศอินโดนีเซีย

กรีนพีซประนามการกักตัวนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมอย่างไร้ความเป็นธรรมและไร้ เหตุผล ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองเชอริบอน ชวาตะวันตกในวันที่ 5 กรกฎาคม 2553 โดยนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อม 12 คน ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวเป็นผู้นำชุมชนและเจ้าหน้าที่กรีนพีซซึ่งทำ งานรณรงค์คัดค้านการขยายตัวของโรงไฟฟ้าถ่านหินทั่วเอเชียจากจีน อินเดีย ไทยและฟิลิปปินส์ พวกเขาเดินทางไปยังเมืองเชอริบอนเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวและประสบการณ์ ชีวิตที่อยู่ภายใต้ผลกระทบอันร้ายแรงจากเหมืองถ่านหินและโรงไฟฟ้าถ่านหิน กับชุมชนท้องถิ่น และเรียนรู้บทเรียนซึ่งกันและกันว่าจะทำงานรณรงค์อย่างไรเพื่อทำให้เกิด ทางออกของการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนที่สะอาด แต่นักกิจกรรมทั้ง 12 คนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวในขณะที่เข้าร่วมการแถลงข่าวที่จัดขึ้นโดยก รีนพีซและกลุ่มชุมชนเพื่อที่จะเสนอคำประกาศต่อต้านการขยายโครงการโรงไฟฟ้า ถ่านหินในเอเชีย

เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองได้กักกันตัวนักกิจกรรมมา นานกว่า 30 ชั่วโมง และสอบสวนนักกิจกรรม โดยที่ยังมิได้ตั้งข้อหาใดๆ และใช้ข้ออ้างที่รุนแรงและเลื่อนลอยว่า นักกิจกรรมทั้งหมดนี้ก่อความไม่มั่นคงทางสังคม

"นโยบายประชานิยม" กดดันนโยบายการเงินทำงานยาก

Submitted by info on 05 ก.ค. 2010

แม้จะมี 5 มาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากผลกระทบวิกฤต เศรษฐกิจโลกที่ทำมาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน และล่าสุดได้ต่ออายุ 5 มาตรการดังกล่าวไปจนถึงสิ้นปีนี้ แต่แนวโน้มเงินเฟ้อกลับขยับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

โดยครึ่งแรกของปี 2553 เงินเฟ้อพื้นฐานทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5% พลิกขึ้นมาจากครึ่งหลังของปี 2552 ที่เฉลี่ยติดลบ 0.2% ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเฉลี่ยครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ 0.7% ปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งหลังของปี 2552 ที่เฉลี่ยติดลบ 0.2%

สาเหตุ ที่ทำให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง มาจากปัจจัยราคาสินค้าในหมวดอาหารเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูง ซึ่งครึ่งแรกปีนี้เพิ่มขึ้น 4.5% เนื่องจากภาวะภัยแล้งส่งผลกระทบต่อการผลิต โดยเฉพาะผักและผลไม้ทำให้ราคาแพงขึ้นมาก ส่วนราคาสินค้าในหมวดที่ไม่ใช่อาหารเพิ่มขึ้น 2.5% ซึ่งมีแรงกดดันมาจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นกับการใช้จ่ายในประเทศที่สูง ขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ปรับตัวดี

ที่สำคัญแม้รัฐบาลจะต่ออายุ 5 มาตรการ เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพ ประชาชนไปจนถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งคงมีผลช่วยชะลอแรงกดดันเงินเฟ้อไม่ให้พุ่งขึ้นเร็ว แต่แนวโน้มเงินเฟ้อครึ่งปีหลังยังคงขยายตัวเพิ่มต่อเนื่อง จากแรงกดดันด้านภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวและปัญหาภัยแล้งเป็นสำคัญ กล่าวคือแรงกดดันเงินเฟ้อยังมีอยู่

ที่กังวลคือ ดัชนีราคาผู้บริโภคที่ประกาศอาจไม่สะท้อนราคาที่แท้จริง เพราะสินค้าบางรายการถูกควบคุมราคา ซึ่งเป็นผลจากมาตรการของรัฐ ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะต้องระมัดระวังและมีความยากลำบากมากขึ้นในการตัดสินใจ

"มาร์ค"ทุ่ม876ล้านสำรวจประชากร สร้างฐานข้อมูลแห่งชาติกรุยทางสู่"รัฐสวัสดิการ"

Submitted by info on 05 ก.ค. 2010

รัฐบาลทุ่มงบประมาณ 876 ล้านบาท สำรวจสำมะโนประชากรใหม่ ระหว่างวันที่ 1-30 ก.ย.นี้ หวังนำข้อมูลมาใช้กำหนดนโยบายเพื่อสร้างรัฐสวัสดิการ เพื่อบริการที่ทั่วถึง สภาพัฒน์ชี้หวังได้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อ วิเคราะห์โครงสร้างสังคมไทย

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในพิธีเปิดการประชุมมอบนโยบายและเปิดตัวโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2553 ว่า ปีนี้ครบกำหนดที่ต้องสำรวจสำมะโนประชากรครั้งใหม่ ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติได้กำหนดให้มีการสำรวจระหว่างวันที่ 1-30 ก.ย.นี้ ถือเป็น การจัดสำรวจครั้งที่ 11 และวาระครบรอบ 100 ปีการทำสำมะโนประชากร หลังจากเริ่มทำเป็นครั้งแรกในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่ หัว ในชื่อ ของการจัดทำบัญชีพลเมือง เพื่อนับจำนวนประชากร ซึ่งได้มีการสำรวจครบทั้งประเทศในปี 2453 โดยพบว่ามีจำนวนประชากรทั้งหมดประมาณ 8.1 ล้านคน

"การจัดทำสำมะโน ประชากรนอกจากจะใช้เป็นฐานข้อมูลจำนวนประชากรแล้ว ยังจะนำมาเป็นข้อมูลในการกำหนดนโยบายของรัฐบาลอย่างแม่นยำ เพื่อให้จัดสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้กับประชาชน การสำรวจสำมะโนประชากรจึงจะช่วยให้รัฐมีข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการมาขึ้นทะเบียนเป็นรายครั้ง"

โดยการสำรวจครั้งนี้ รัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณกว่า 876.8 ล้านบาท เพื่อส่ง เจ้าหน้าที่กว่า 7 หมื่นคนลงพื้นที่สำรวจให้เสร็จภายใน 1 เดือน ก่อนจะมีการประมวลผลเบื้องต้นให้เสร็จภายใน 3 เดือน และได้ผลสำรวจที่สมบูรณ์ภายใน 6 เดือน

ครม.อังคารนี้ออกระเบียบสำนักนายกฯ ตั้งคณะ กก.ปฏิรูปชุดอานันท์-ประเวศ ทำงาน 3 ปี

Submitted by info on 27 มิ.ย. 2010

ชงระเบียบสำนักนายกฯ ตั้งคณะ กก.ปฏิรูปชุดอานันท์-ประเวศ เข้า ครม.29 มิ.ย.อายุ 3 ปี สัปดาห์หน้าเปิดคู่สายบริจาคความคิด ด้านหอการค้ายินดีร่วมสะสางปัญหาฮั้วคอรัปชั่นนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ ส่วนปฏิรูปสื่อนายกฯชี้เคลียร์ชัดไม่แทรกแซง ด้านความเดือดร้อนเฉพาะหน้า สั่ง ธ.ก.ส.เลื่อนชำระหนี้-ปลอดดอกเดือนครึ่งให้เกษตรกรที่เลื่อนทำนา สั่ง ก.คลังแก้ปัญหาชาวบ้านไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันปรับโครงสร้างหนี้

วันนี้(27 มิ.ย.53) นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ว่า แผนปฎิรูปประเทศมีความคืบหน้าไปพอสมควรในทุกด้าน โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม ซึ่งการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) อังคารที่ 29 มิ.ย.นี้จะพิจารณาระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อรองรับการตั้งคณะกรรมการ ปฏิรูป (ซึ่งมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน) และ คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (ซึ่งมี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน) ซึ่งหลักการคือจะมาดำเนินการเรื่องการรับฟังความคิดเห็น และประธานจะเป็นผู้ไปแต่งตั้งณะกรรมการเอง เพื่อให้เกิดความเป็นอิสระ ไม่มีการแทรกแซงครอบงำจากรัฐบาล แต่รัฐบาลจะสนับสนุนเรื่องงบประมาณและบุคลากร และการเชื่อมโยงกับกลไกอื่นๆของรัฐบาลที่จะทำงานควบคู่กันไป

"รังสรรค์" จวกสังคมไทยสร้างมายาคติ เข้าใจผิดรัฐสวัสดิการดี-ประชานิยมเลวหมด

Submitted by info on 27 มิ.ย. 2010

เยาวเรศ หยดพวง

“รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์” จี้รัฐบาลปฏิรูประบบภาษี-ดึงคนไทยร่วมแบกค่าจัดสวัสดิการ ถามกระทรวงคลัง ฐานะประเทศแข็งแกร่งพอจัดรัฐสวัสดิการจริงหรือไม่ ยันประชานิยมไม่แตกต่างจากรัฐสวัสดิการ มีส่วนที่ทับซ้อนกันอยู่

วันนี้ (26 มิ.ย.) สถาบันอิศรามูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดบรรยายเรื่อง “จากประชานิยมสู่รัฐสวัสดิการ” โดยศ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลักสูตรผุ้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับกลาง (บสก.) รุ่นที่ 2 ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ ห้องประชุมอิศราอมันตกุล สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน

ศ.รังสรรค์ กล่าวถึงการจะจัดสวัสดิการสังคมถ้วนหน้า หรือสวัสดิการสังคมเฉพาะกลุ่มนั้น ต้องพิจารณาฐานะการคลังของรัฐบาลด้วย ดูฐานะการคลังแข็งแกร่งพอในการเกื้อกูลบนเส้นทางนี้หรือไม่ ซึ่งรัฐบาลต้องปฏิรูประบบรายได้และภาษีอากรของรัฐ และต้องให้ประชาชนร่วมรับภาระรายจ่ายจัดรัฐสวัสดิการด้วย

"สังคมไทยในชนชั้นนำนั้นมีฉันทาคติเรื่องรัฐสวัสดิการแล้วหรือไม่ รัฐสวัสดิการมีทั้งยุครุ่งเรืองและยุคตกต่ำ ซึ่งก็มีวิวาทะต่างๆ เกิดขึ้นทั้งรัฐสวัสดิการและสังคมสวัสดิการ ขณะนี้มีมายาคติในสังคมไทยที่อาจสร้างความเข้าใจผิดอย่างมหันต์ว่า รัฐสวัสดิการ ดี ส่วนประชานิยม เลว ทั้งหมด"

7ข้อปฏิรูปไทยสร้างความเป็นธรรมลดเหลื่อมล้ำ

Submitted by info on 19 มิ.ย. 2010

ตัวแทนร่วมเสนอร่างปฏิรูปเมืองไทย ท้องถิ่นมีส่วนร่วมตัดสินใจทุกด้าน หยุดพัฒนาเอาเปรียบ "ประเวศ"หนุนปฏิรูปที่ดิน กม.ภาษี ตั้งองค์กรหนุนเนื่อง

ผลจากการ ประชุมระดมความคิดเพื่อ หาแนวทางการปฏิรูปประเทศไทยในวันนี้(17 มิถุนายน) เครือข่ายภาคีจากภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคประชาสังคม ชุมชน ท้องถิ่น ธุรกิจเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน สื่อมวลชน และภาครัฐได้ร่วมกันเสนอแนะ ความคิดเห็นต่อแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งทุกฝ่ายเห็นร่วมกันในหลักการที่ต้อง”ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามี ส่วนร่วม” ในการขับเคลื่อนกระบวนการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องในทุกระดับ โดยมีข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปในเชิงประเด็นและเชิงกลไกกระบวนการ ขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศไทย โดยสรุป ดังนี้

ข้อเสนอเชิงประเด็น

1.การบริหารจัดการ/การจัดสรรทรัพยากร

ให้ประชาชน ชุมชน ท้องถิ่นมีส่วนร่วมตัดสินใจในการจัดการทรัพยากร การแก้ไขปัญหาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยตนเองภาครัฐเป็นผู้สนับ สนุน

ศึกษา ผลกระทบจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ โดยรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน

2.อาชีพ/ราย ได้/ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

การพัฒนาเศรษฐกิจที่หลากหลาย เป็นธรรม ไม่เอาเปรียบคนจนและทำลายเศรษฐกิจชุมชน สร้างโอกาสการทำกินของ ประชาชนให้มีความทั่วถึง เป็นธรรม ตั้งแต่โอกาสการเข้าถึง การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของชุมชน การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อการจัดการทรัพยากรชุมชน ปกป้องวิถีชีวิตชุมชน รวมทั้งการแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร
กำหนดให้การแก้ไขปัญหาความเหลื่อม ล้ำเป็นวาระแห่งชาติ

3.การศึกษา

ตั้งธนาคารคนจนอุ้มคนด้วยโอกาส

Submitted by info on 25 ม.ค. 2010

จากผลการศึกษาซึ่งพบว่าปัจจุบันยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยหรือประมาณ 15-20% ของประชากรทั้งหมด ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงิน เหตุนี้นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง "กรณ์ จาติกวณิช" ตามแผนพัฒนาระบบการเงิน ฉบับที่ 2 (Financial Masterplan 2) ( 2553-2557) จึงได้ให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าว ทั้งยังถือเป็นการต่อยอดจากนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบที่ทางการได้ เริ่มดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 เพื่อให้กลุ่มคนดังกล่าวสามารถเข้าถึงแหล่งเงินในระบบ

ทางหนึ่งโดยการเปิดช่องให้ธนาคารพาณิชย์ทำไมโครเครดิต หรือบริการการเงินเพื่อประชาชนรายย่อย รวมทั้งที่อยู่ระหว่างการคือมอบหมายให้ 2 ธนาคารรัฐ คือธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นแหล่งเงินเพื่อประชาชนรากหญ้า ในรูปแบบการจัดตั้ง "ธนาคารชุมชน " ซึ่งไม่ต่างกับ"ธนาคารประชาชน" โดยธนาคารออมสิน ซึ่งได้ดำเนินการไปก่อนหน้า โดยที่ "ธนาคารประชาชน"จะเน้นชุมชนในเมือง ขณะที่ "ธนาคารชุมชน"จะเน้นประชาชนรากหญ้าชนบท

นอกจากนี้กรณ์ ยังได้วางหลักการที่จะนำกองทุนสัจจะออมทรัพย์ , กองทุนหมู่บ้าน, สหกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงการดึงนายทุนซึ่งเป็นเจ้าหนี้นอกระบบ ให้สามารถรวมจัดตั้ง ธนาคารชุมชน หรือ "ธนาคารประชาชน " แทนที่จะเปิดให้รายใหม่มาจัดตั้งธนาคารเสียเอง

รัฐบาลตั้งเป้าปี60คนไทยได้รับสวัสดิการสังคมทั่วหน้า

Submitted by info on 22 ม.ค. 2010

นายกฯ ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ(กสค.)กำหนดสังคม สวัสดิการเป็นวาระเเห่งชาติ ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในปี 2560

ทำเนียบรัฐบาล - นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ (ก.ส.ค.) ครั้งที่1/2553 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งผลการประชุมสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการเรื่องการกำหนดให้ "สังคมสวัสดิการ" เป็นวาระแห่งชาติและแนวทางการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคม เพื่อมุ่งสร้างสังคมไทยเป็นสังคมสวัสดิการ โดยกำหนดเป้าหมายให้ประชาชนได้รับสวัสดิการถ้วนหน้าภายในปี 2560 โดยมีประเด็นการพัฒนาระบบสวัสดิการสังคม 4 ระบบ ประกอบด้วย1) ระบบบริการสังคม 2) ระบบประกันสังคม 3)ระบบช่วยเหลือทางสังคม และ4)ระบบการสนับสนุน (การสร้างความเข้มแข็งให้กับหุ้นส่วนทางสังคม)

พร้อม กันนี้ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการให้มีการสัมมนาและมอบนโยบายให้แก่ผู้แทนคณะ การมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมทั่วประเทศในเดือนมี.ค. 2553 เพื่อให้คณะกรรมการส่งเสริมการจัดการสวัสดิการสังคมจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ได้รับทราบนโยบายการดำเนินงานของคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม แห่งชาติ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการดำเนินงานตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัด สวัสดิการสังคม ตามที่คณะอนุกรรมการนโยบายและแผนเสนอ โดยมอบฝ่ายเลขานุการดำเนินการต่อไป

'สามชุก'มรดกโลก ตลาดเก่า'100ปี' ชุมชนช่วยรักษา ยูเนสโกให้รางวัล

Submitted by info on 11 ธ.ค. 2009

ไทยโพสต์ 11 ธ.ค. 52 - ตลาดสามชุกรับมอบรางวัลอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จากองค์การยูเนสโก เผยเป็น 1 ใน 4 เมืองที่พลิกฟื้นประวัติศาสตร์ชุมชนโดยชาวบ้านในท้องถิ่นเป็นแกนหลัก เป็นต้นแบบของการฟื้นฟูเมืองเก่าให้น่าอยู่และมีชีวิตชีวา

นางอรุณลักษณ์ อ่อนวิมล เลขานุการคณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 11 ธันวาคมนี้ ตลาดสามชุกร้อยปี อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ได้จัดพิธีมอบรางวัลอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ประจำปี 2552 เนื่องจากทางองค์การยูเนสโกพิจารณาเห็นว่า ชาวบ้านในชุมชนสามชุกได้ร่วมมือกันพลิกฟื้นตลาดเก่าแก่อายุนับร้อยปีกลับมา มีชีวิตชีวา และฟื้นฟูประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจากรากฐานอย่างแท้จริง ซึ่งตลาดสามชุกถือเป็นต้นแบบของแนวทางการพัฒนาเมืองเก่า โดยมีผู้คนในชุมชนเป็นแกนหลักและขยายผลไปสู่ระดับนโยบายของภาครัฐ

กรรมการพัฒนาตลาดสามชุกระบุว่า แนวทางการพลิกฟื้นตลาดสามชุกเริ่มตั้งแต่ปี 2543 ชาวสามชุกได้หารือกันว่า ตลาดสามชุกเริ่มซบเซาจนแทบจะไม่มีการซื้อขาย จึงได้ร่วมกันตั้งคณะกรรมการพัฒนาตลาด ซึ่งประกอบด้วยบุคคลหลากหลายสาขาอาชีพเข้ามาศึกษาวิถีชุมชน จัดเวทีเสนอปัญหาและแนวทางแก้ไข จัดการศึกษาดูงานเพื่อเสริมความพร้อมให้แก่คณะทำงาน และกระตุ้นการมีส่วนร่วม โดยใช้กิจกรรมนำร่องเล็กๆ และขยายเป็นกิจกรรมที่ใหญ่ขึ้นตามแผนงานที่ได้มาจากการระดมความคิดเห็น

Syndicate content