สยามธุรกิจ

ข้าวถุงทิ้งห้างฯ หนีตายซบยี่ปั๊ว ชิงเค้ก2หมื่นล.

Submitted by info on 01 ก.พ. 2010

ศึกข้าวถุง 2 หมื่น ล้านระอุ นายหัวค้าข้าวสายใต้ เปิดเกมรบ ผุดรูปแบบ ABSOLUTE WIN-WIN 1 จังหวัด 1 ตัวแทน พร้อมหน่วยรถเดลิเวอรี่สยายปีกทั่วไทย ด้าน “ข้าวแสนดี” เผยโมเดิร์นเทรด แข่งดุ เบนเข็มออกหาปลาในมหาสมุทร ประกาศรับตัวแทน จำหน่าย อัดแคมเปญพ่วงฉลอง 30 ปี ส่วน “มาบุญครอง” เสริมทัพลุยยี่ปั๊วอีกราย

แคมเปญ “โชคมหาศาล รวยทองตลอดทุกวัน อิ่มข้าวฟรีกันตลอดชาติ กับข้าวตราฉัตร” ของบริษัท ซี.พี.อินเตอร์ เทรด จำกัด ซึ่งจัดขึ้นในปีที่ผ่านมาเป็นสัญญาณการบุกตลาด อย่างหนักของรายใหญ่ และตอกย้ำอุณหภูมิการแข่งขันที่รุนแรงของสมรภูมิข้าวถุงที่มีมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท

เปิดศักราชปี 2553 แม้ว่า บรรดาผู้ผลิตข้าวถุงในประเทศไทย ซึ่งมีกว่า 100 ราย จะ ได้รับอานิสงส์จากดีมานด์ข้าว ของตลาดโลก แต่ขณะเดียวกัน ต้นทุนการผลิตก็สูงขึ้นท่าม กลางการแข่งขัน

ทั้งภายในและภายนอก และหากย้อนดูตลาดข้าวในบ้านเรา กลยุทธ์เรื่องราคาเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเฮาส์แบรนด์ ที่บุกหนักในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ส่วนข้าวระดับพรีเมี่ยม มักจะเป็นเจ้าตลาด ซึ่งมีศักยภาพในการทำตลาด พร้อมด้วยงบประมาณการใช้สื่อและจัดกิจกรรมตลาดที่ได้เปรียบกว่า

ล่าสุด หจก.วิรัชทุ่งสง ซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายข้าวสารมานานกว่า 30 ปี ก็ประกาศลงตลาดข้าวถุงทั่วประเทศ หลังจากเปิดตลาดแบรนด์ พวงแก้ว, ห้าทิศ และสร้อยฟ้า จนติดตลาดในภาคใต้

แนะกลุ่มส่งออกข้าว-ยาง ดึงข้อดีเอฟทีเอขยายฐาน

Submitted by info on 27 ม.ค. 2010

ศูนย์วิจัย ธ.ไทยพาณิชย์ เผยบทวิเคราะห์ “เอฟทีเอ” ชี้ผลกระทบในปี 53 ยังไม่มาก แนะธุรกิจ 5 กลุ่ม ควรศึกษาเพื่อรับมือ ผลกระทบ พร้อมใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ มั่นใจได้มากกว่าเสีย/SCB คาด ผลกระทบปัญหามาบตาพุดระยะสั้น ฉุดจีดีพีปี 53 ร่วง 0.3-0.4% แต่ห่วงผล กระทบระยะยาวกระทบความเชื่อมั่นการลงทุน

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เผยบทวิเคราะห์ผลกระทบและประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการเข้าร่วมในข้อตกลงเขต การค้าเสรี (FTA) ฉบับต่างๆ พบ ว่าในปี 53 เศรษฐกิจไทย โดยรวมยังไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก แม้จำนวนรายการสินค้าที่มีการปรับลดอัตราภาษีนำเข้าเหลือ 0% ภายใต้ FTA ใด FTA หนึ่งรวมกันสูงถึง 56% ของรายการปรับลดทั้งหมด แต่รายการเหล่านี้รวมกันมีมูลค่านำเข้าจากประเทศคู่สัญญาคิดเป็นเพียง 8% ของมูลค่านำเข้ารวม และคิดเป็น 2% ของอุปทานรวมทั้งประเทศ

นอกจากนี้ อัตราภาษีที่ปรับลดลงเฉลี่ยในปี 2553 ยังลดลงน้อยกว่าที่เคยมีการปรับลดมาแล้วก่อนหน้านี้ โดยลดลงเพียง 1.2% ในปี 2553 เทียบกับที่ลดลง 3.8% ในปีที่ผ่านมา

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ และ Chief Economist ระบุว่า การมองผลกระทบของ FTAs ที่จะเกิดกับประเทศไทยและภาคธุรกิจต่างๆ นั้น ไม่ควรแยกพิจารณาเป็นรายฉบับ แต่ควรวิเคราะห์ในภาพรวม เนื่องจาก FTA ส่วนใหญ่พูดถึงสินค้ากลุ่มเดียวกัน จะต่างกันเพียงแต่ว่าจะลดภาษีช้าหรือเร็วกว่ากันเท่านั้น ซึ่งในปีนี้ไม่ใช่แต่เฉพาะข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) เท่านั้นที่จะทยอยลดกำแพงภาษีลงอย่างสมบูรณ์ แต่ยังมี FTA อีกอย่างน้อย 4 ฉบับที่ส่งผลต่อไทย

‘ซีพี’ ชูปรัชญา ‘ไม่ต้องผลิต แต่ขายเป็น’

Submitted by info on 06 ม.ค. 2010

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า “ความเสี่ยง” ของธุรกิจในปี 2553 เรื่องที่เป็นห่วงมากก็คือ ปัญหาการเมือง ที่นักท่องเที่ยวกังวล อีกทั้งทางด้านการ ลงทุนก็มีปัญหามาบตาพุด การแตกแยกของ ประชาชน เรื่องม็อบกีฬาสี เป็นเรื่องน่าห่วง

นอกจากนี้ เรื่องกีดกันทางการค้าของ ประเทศต่างๆ ก็มีมากขึ้น ตั้งแต่ประเทศต่างๆ เปิดการค้าเสรี เป็นต้นมา ในทางปฏิบัติ ส่วนใหญ่เป็นการเปิดประตูใหญ่ แต่กีดกันประตูเล็ก อย่างเช่น สหภาพยุโรป หรือ EU แต่เดิมไม่เคยมีโควตา พอเปิดเสรี ก็มีระบบโควตาเข้ามา หรืออย่างอเมริกาเอง แต่เดิมเราก็ส่งสินค้าเข้าได้ตามปกติ ส่งได้เป็นจำนวนมาก ไปๆ มาๆ เขาบอกว่าเรา Dumping มีการตั้งกำแพงภาษี ซึ่งไทยเราเองต่อรองไม่เก่ง ไม่เหมือนจีน ที่เขากล้าต่อรอง ใช้ระบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน กล้าตอบโต้แบบทันทีทันควัน เรื่องเหล่านี้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้ทัน ส่วนเรื่องโรคระบาดต่างๆ ก็ยังน่าเป็นห่วงเช่นเดียวกัน ไข้หวัดนกหายไป ตอนนี้มีไข้หวัด 2009 เข้ามาอีก แต่ไทยเราโชคดีที่ไม่แตกตื่นกับโรคระบาดที่เกิดขึ้น การแข่งขันทางการค้าในระดับโลกไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าไหร่สำหรับประเทศไทย เพราะสินค้าของเราสามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่ต้นทาง คุณภาพสินค้าเราใช้ได้ อีกทั้งต้นทุนและประสิทธิภาพ ยังอยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้

ผ่าทางตันส่งออกปลาร้า

Submitted by info on 26 ธ.ค. 2009

ปลาร้าเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของคนไทย ยอดขายในประเทศสูงถึง 800 ล้านบาทต่อปี ต่อมาได้มีการผลิตปลาร้าเพื่อส่งออก โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือคนไทยในต่างแดน ก่อนขยายวงไปยังกลุ่มผู้อพยพจาก อินโดจีน เช่น ลาว เขมร และเวียดนาม รวมถึงชาวต่างชาติที่อยากลิ้มรสชาติอาหารพื้นเมืองของไทย ราคาขายสูงกว่าในประเทศอย่างน้อย 1 เท่าตัว แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ปัจจุบันยังส่งออกได้เพียงปีละ 20 ล้านบาท

เหตุผลเพราะอุปสรรคเรื่องมาตรฐานการผลิต ความสะอาดและความปลอดภัย ซึ่งตลาดต่างประเทศเข้มงวดเรื่องสุขอนามัยอย่างยิ่ง

นายอมร งามมงคลรัตน์ รักษาการผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า จากการสำรวจของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและมาตรฐานแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อทำการวิจัยข้อมูลการบริโภคอาหาร ระบุว่า จากประชากรไทยกว่า 63 ล้านคน จะมีอัตราการบริโภคปลาร้าดิบเฉลี่ย 1.15 กรัม/คน/วัน หรือ 419.75 กรัม/คน/ปี และถ้าคิดเป็นปริมาณการบริโภคทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 26,000 พันตัน/ปี ของประชากรทั้งประเทศ

สำหรับอุตสาหกรรมผลิตปลาร้าเพื่อส่งออกนั้น ปัจจุบัน มีโรงงานขนาดใหญ่รวมไปถึงระดับอุตสาหกรรมครอบครัวมากกว่า 300 แห่ง ตลาดหลักคือ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และประเทศในตะวันออกลาง โดยสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดใหญ่ที่สุดแต่ก็มีปัญหามากที่สุดเช่นเดียวกัน เพราะสหรัฐอเมริกาเข้มงวดเรื่องความสะอาด ปลอดภัยของสินค้าประเภทอาหารที่จะนำเข้า ปลาร้าไทยจึงเข้าประเทศนี้ได้น้อยกว่าควรจะเป็น

เอกชนมึนรัฐ‘เสรีอาฟต้า’

Submitted by info on 19 ธ.ค. 2009

เปิดมั่วไทยสูญหมื่นล้าน

ข้อตกลงลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร 22 รายการตามข้อตกลงอาฟต้า 1 ม.ค.53 ทำไทยสูญรายได้มากกว่า หมื่นล้านบาท แต่ยังส่อเค้าวุ่น รัฐ-เอกชนพูดคนละอย่าง กรมศุลกากรยันแม้ข้อตกลงอาฟต้าต้องลดภาษีเหลือ 0% แต่กฎของ WTO ยังเปิดช่องให้เก็บภาษีในและนอก โควตาได้เหมือนเดิม ขณะที่เอกชนงงจะทำได้ยังไง ด้านปลัดกระทรวงพาณิชย์ชี้ลดแค่ภาษีแต่ไม่ได้หมาย ความว่าใครจะนำเข้ามาเท่าไหร่ก็ได้

เนื่องจากในวันที่ 1 มกราคม 2553 ไทยจะต้องลดภาษีสินค้าเกษตร 23 รายการลงเหลือ 0% ตามกรอบความตกลงเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ภายใต้ระบบโควตาภาษีขององค์การการค้าโลก ได้แก่ น้ำมัน/นมปรุงแต่ง, นมผงขาดมันเนย, มันฝรั่ง, หอมหัวใหญ่, กระเทียม, มะพร้าว/เนื้อมะพร้าวแห้ง, เมล็ดกาแฟ, ชา, พริกไทย, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, ข้าว, ถั่วเหลือง, เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่, น้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันปาล์ม/น้ำมันเมล็ดในปาล์ม, น้ำมันมะพร้าว, น้ำตาล, กาแฟสำเร็จรูป, กากถั่วเหลือง, ใบยาสูบ, เส้นไหมดิบ และลำไยแห้ง ซึ่งในจำนวนนี้มีสินค้าที่อาจจะได้รับผลกระทบอย่างมากคือ คือ ข้าว กาแฟ ชา มะพร้าว และถั่วเหลือง

ในขณะที่การเปิดตลาดสินค้าน้ำมันปาล์ม ล่าสุด กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้พิจารณาว่า ควรจะขอชะลอ โดยให้คงอัตราภาษีนำเข้าปาล์มน้ำมันอยู่ที่ 5% และ มีการควบคุมให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) เป็นผู้มีสิทธิขออนุญาตนำเข้าได้เพียงรายเดียว ซึ่งมีการประเมินว่าประเทศไทยอาจสูญเสียเม็ดเงินจากการยกเลิกภาษีสินค้าทั้ง 22 รายการมากกว่าหมื่นล้านบาท

11 เดือนอีสานลงทุน 2.68 หมื่นล้านบาท

Submitted by info on 16 ธ.ค. 2009

สยามธุรกิจ 16 ธ.ค. 52 - ไม่ว่าภาพรวมการลงทุนของไทยเวลานี้จะเป็นอย่างไร แต่การลงทุนในอีสานก็ยังคงเติบโตอย่างสม่ำเสมอ โดยภาวะการส่งเสริมการลงทุนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ม.ค.-พ.ย.) ปี 2552 มีโครงการที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 98 โครงการ เงินลงทุน 26,816 ล้านบาท การจ้างงานกว่า 11,000 คน สำหรับที่ได้รับอนุมัติจำนวน 67 โครงการ เงินลงทุน 10,237 ล้านบาท การจ้างงาน 6,838 คน จากตัวเลขการลงทุนส่วนใหญ่นักลงทุนจะลงทุนในอุตสาหกรรมเกษตรและเกษตรแปรรูป เช่น โครงการเลี้ยงไก่เนื้อ ผลิตอาหารสำเร็จรูป ผลิตสิ่งปรุงแต่งอาหาร โครงการคัดคุณภาพข้าว โครงการยางแผ่นแปรรูป เป็นต้น อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน เช่น โครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากชีวมวล พลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ พลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม สถานีบริการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานพาหนะ (ปั๊ม NGV) เป็นต้น

‘พรทิวา’กระทบไหล่รัฐมนตรี WTO

Submitted by info on 16 ธ.ค. 2009

สยามธุรกิจ 16 ธ.ค. 52 - กล่อมอาเซียนรวมตัวลดวิกฤติส่งออก

“พรทิวา”โชว์คารมกล่อมอาเซียนหนุนลดภาษีนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับหวัง ช่วยกู้วิกฤติส่งออกของผู้ประกอบการไทย ขณะที่เรื่องข้าว/สปา/อาหาร/ก่อสร้าง รุกกลุ่ม ตะวันออกกลาง/แอฟริกา

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่า การกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตนได้ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุมรัฐมนตรีการค้าขององค์การการค้าโลก (WTO) ครั้งที่ 7 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยได้กล่าวถ้อยแถลงแสดงจุดยืนของไทยในการเจรจารอบโดฮา รวมทั้งได้มีการประชุมกับอาเซียน และมีการหารือทวิภาคีกับบางประเทศ

“ในถ้อยแถลงของไทย ดิฉันเรียกร้องให้ปิดการเจรจารอบโดฮาโดยเร็ว ซึ่งหากจะทำเช่นนั้น ก็ต้องให้ทุกประเทศแสดงความพร้อมที่จะเจรจาจริงๆ จังๆ และก็ยืดหยุ่นให้มากๆ เราคิดว่าการเจรจา ใกล้ที่จะเสร็จแล้ว ไม่ควรเสียเวลามากกว่านี้เพราะยิ่งเสร็จเร็วก็จะเป็นประโยชน์ เร็วขึ้น ช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว” นางพรทิวา กล่าว

นอกจากนี้ ถ้อยแถลงของไทยยังมีประเด็นอื่น เช่น เรียกร้องให้ WTO ปฏิรูป ให้ทันความเปลี่ยนแปลงในโลก ให้ประเทศกำลังพัฒนาสามารถใช้ประโยชน์จาก WTO มากขึ้น ให้กระบวนการโปร่งใส และร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศอื่นๆ เช่น World Bank IMF มากขึ้นในด้านนโยบาย เป็นต้น

สำหรับการหารือกับอาเซียนนั้น นางพรทิวา เปิดเผยว่า ไทยได้พยายามผลักดันให้มีการลดภาษีอัญมณีและเครื่อง ประดับเป็นรายสาขา ซึ่งหากอาเซียนให้การสนับสนุนไทย ก็จะช่วยให้เรื่องนี้มีโอกาสสำเร็จมากขึ้น

รัฐฟุ้งเปิดเสรีอาเซียนไทยได้มากกว่าเสีย

Submitted by info on 16 ธ.ค. 2009

สยามธุรกิจ 16 ธ.ค. 52 - เอกชนจี้รัฐเร่งหามาตรการช่วยเหลือหวั่นรายย่อยเจ๊ง

กรมเจรจาฯ แจงเปิดเสรีการค้า-บริการอาเซียนได้มากกว่าเสีย ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว เกิดการลงทุนจากต่างประเทศ ชี้มีได้ก็ต้องมีเสียหากธุรกิจขนส่งไทยจะได้เปรียบ รัฐต้องเข้ามาสนับสนุน ขณะที่ผู้ประกอบการรถบรรทุกวอนต้องการนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาล หวั่นเปิดเสรีลอจิสติกส์รายย่อยเจ๊ง

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการส่วนการค้าบริการอาเซียน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึง การเปิดเสรีด้านการขนส่งอาเซียนในอีก 6 ปีข้างหน้าว่า การเปิดเสรีด้านการขนส่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในเชิงบวกมากกว่าลบ ทั้งนี้ ไม่ใช่เฉพาะการขยายตัวด้านธุรกิจการขนส่งในประเทศไทยอย่างเดียวที่ต้องมีชาว ต่างชาติเข้ามาลงทุน และถือหุ้นมากในสัดส่วน 70% ในปี 2558 ซึ่งต้องมองภาพรวมในแง่การขยายตัวการ ลงทุนในสมาชิกอาเซียนอีก 9 ประเทศ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจของประเทศน่าจะเติบโตไปในทิศทางที่ดี เพราะการเปิดเสรี ไม่ใช่จะมองเพียงภาคการขนส่งอย่างเดียว จะต้องมองถึงการลงทุน สินค้า และธุรกิจ การบริการทุกๆ ประเภทที่ภาษียังสูงอยู่

อย่างไรก็ตาม หากสามารถเปิดเสรี ได้อย่างเต็มรูปแบบ และเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ มองว่าการเติบโตทางธุรกิจ ย่อมเกิดขึ้นแน่ๆ และคาดว่าจะเติบโตมากกว่าตอนที่ประเทศไทยยังไม่เปิดเสรี นอกจากนี้ การเปิดเสรีจะทำให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนโดยเสรี รวมทั้งยังสามารถเคลื่อนย้ายบุคลากรแรงงานที่มีฝีมืออีกด้วย

สหรัฐฯยก CSR กีดกันการค้า จี้‘ส่งออกไทย’เตรียมรับมือ

Submitted by info on 16 ธ.ค. 2009

สยามธุรกิจ 16 ธ.ค. 52 - ทูตพาณิชย์ชี้ CSR อาจถูกหยิบยกเป็นประเด็นกีดกัน การค้า หนุนผู้ส่งออกรับผิดชอบต่อสังคมสิ่งแวดล้อม เพิ่มความมั่นใจคู่ค้า เสริมสร้างศักยภาพทาง ธุรกิจ เชื่อมโยงสู่ตลาดกลุ่มใหม่

นางสมรรัตน์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก เผยถึงความรับผิดชอบ ต่อสังคมขององค์กรธุรกิจ (Social Responsibility : SR ) ในสหรัฐฯ ว่า เป็นกระแสการดำเนินธุรกิจที่กำลังตื่นตัวเป็นอย่างมาก โดยมีแนวคิด และวิธีการที่ให้ความสำคัญในเรื่องการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ดังนั้น ธุรกิจจำนวนมาก

จึงเริ่มพัฒนาองค์กรในแนวคิดธุรกิจกับความ รับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility หรือ CSR)

ทูตพาณิชย์ ณ นครชิคาโก กล่าวอีกว่า แม้กระแส CSR ในสหรัฐฯ จะได้รับความนิยมและปฏิบัติเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ แต่ยังไม่กว้างขวางนักเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศ ในยุโรป ซึ่งมีการดำเนินการเป็นที่แพร่หลายมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว

รัฐฟุ้งเปิดเสรีอาเซียนไทยได้มากกว่าเสีย

Submitted by info on 16 ธ.ค. 2009

เอกชนจี้รัฐเร่งหามาตรการช่วยเหลือหวั่นรายย่อยเจ๊ง

กรมเจรจาฯ แจงเปิดเสรีการค้า-บริการอาเซียนได้มากกว่าเสีย ทำให้เศรษฐกิจขยายตัว เกิดการลงทุนจากต่างประเทศ ชี้มีได้ก็ต้องมีเสียหากธุรกิจขนส่งไทยจะได้เปรียบ รัฐต้องเข้ามาสนับสนุน ขณะที่ผู้ประกอบการรถบรรทุกวอนต้องการนโยบายที่ชัดเจนจากรัฐบาล หวั่นเปิดเสรีลอจิสติกส์รายย่อยเจ๊ง

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการส่วนการค้าบริการอาเซียน กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึง การเปิดเสรีด้านการขนส่งอาเซียนในอีก 6 ปีข้างหน้าว่า การเปิดเสรีด้านการขนส่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในเชิงบวกมากกว่าลบ ทั้งนี้ ไม่ใช่เฉพาะการขยายตัวด้านธุรกิจการขนส่งในประเทศไทยอย่างเดียวที่ต้องมีชาว ต่างชาติเข้ามาลงทุน และถือหุ้นมากในสัดส่วน 70% ในปี 2558 ซึ่งต้องมองภาพรวมในแง่การขยายตัวการ ลงทุนในสมาชิกอาเซียนอีก 9 ประเทศ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจของประเทศน่าจะเติบโตไปในทิศทางที่ดี เพราะการเปิดเสรี ไม่ใช่จะมองเพียงภาคการขนส่งอย่างเดียว จะต้องมองถึงการลงทุน สินค้า และธุรกิจ การบริการทุกๆ ประเภทที่ภาษียังสูงอยู่

อย่างไรก็ตาม หากสามารถเปิดเสรี ได้อย่างเต็มรูปแบบ และเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ มองว่าการเติบโตทางธุรกิจ ย่อมเกิดขึ้นแน่ๆ และคาดว่าจะเติบโตมากกว่าตอนที่ประเทศไทยยังไม่เปิดเสรี นอกจากนี้ การเปิดเสรีจะทำให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนโดยเสรี รวมทั้งยังสามารถเคลื่อนย้ายบุคลากรแรงงานที่มีฝีมืออีกด้วย

Syndicate content